Study

ถ้าจะให้พูดถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดตั้งแต่ที่เคยอยู่มาล่ะก็คงจะเป็นชีวิตหลังจากที่ต้องเข้ากรุงเทพแน่นอน ถึงจะเรียนจบทำงานแล้วแต่ตอนนั้นเด็กบ้านนอกอย่างหนูและการเข้าเมืองกรุง แม้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่การที่ต้องมาอาศัยอยู่ถึง 4 ปี มันก็อดหวั่นไหวไม่ได้นะคะ

ตอนม.ปลายหนูได้อยู่หอก็กลับบ้านมันเท่าที่โอกาศจะอำนวย ขนาดที่ว่าถ้าคาบแรกของวันต่อไปไม่มีเรียนหนูก็จะกลับบ้านทันที แล้วยอมเข้าห้องฝ่ายปกครองเพื่อให้อาจารย์ด่าเรื่องมาสาย แล้วเข้ามหาลัยแล้วหนูจะเป็นยังไง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม่หนูคิดอยู่เพราะหนูค่อนข้างติดบ้านมาก (ไม่ติดแม่นะ) จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หนูต้องระเห็จไปอยู่หอเพราะแม่คิดว่าจะได้ชิน(แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม)

เอาล่ะเล่าถึงตอนเอนท์ดีกว่าเนอะเนื่องจากครั้งแรกในชีวิตการเอนท์ของหนูเป็นตอนม.5 จึงและก็ไม่ติดหนูจึงไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ โดยตอนนั้นคุณแม่กะคุณเตี่ยหนูให้คำแนะนำในการเลือกคณะว่าแม่กะเตี่ยคุยกะแล้วว่าอยากให้เรียนคณะอะไร ฉะนั้นเอาตามนี้นะ 1.แพทย์ 2.ทันตแพทย์ 3.เภสัช 4.สัตวแพทย์ แค่นี้แหละ ที่เหลือหนูอยากจะเลือกอะไรก็เลือก ขอโทษทีเหอะ อ่านแล้วนึกอะไรได้มั้ยเอนท์เค้าให้เลือกได้ 4 คณะย่ะ แล้วที่เหลือที่แม่บอกนี่มันอะไรกันยะ พี่สาวหนูที่จะเป็นคนพาไปเกษตรก็นั่งมองแล้วก็บอกว่าเพิ่งอยู่ม.5 เรียนก็ไม่ได้ดีเด่ ตอนสอบเลิกสอบ 5 โมงเย็น 3 โมงครึ่งมันนั่งอยู่บ้านแล้ว งี้ไม่ไหวแกก็บอกให้หนูเลือกเองก็ได้ หนูก็จำไม่ได้แล้วว่าเลือกอะไรแต่ที่แน่ๆ มีสัตวแพทย์อยู่ด้วยแหละ ผลก็อย่างที่คิดไม่ติด ก็ไปเรียนม.6 ต่อและก็เอนท์อีกครั้งซึ่งเป็นครั้งแรกของระบบใหม่ที่ใช้ GPA (แต่พอเอาจริงๆก็ไม่ได้ใช้เพราะทบวงบอกไม่พร้อม) เรียกว่ารุ่นหนูลองยาผลคือหนูตายเพียบรวมทั้งตัวเดี๊ยนเองด้วยที่ไม่ติด ตอนแรกน่ะเหรอเลือกสัตวแพทย์หมดเลย 4คณะแต่ทุกคนค้านกันอย่างหนัก(ม๊าก) เลยเหลือคณะเดียวอีก 3 คณะไม่รู้อะไรไม่ได้ใส่ใจ พอฟังผลว่าไม่ติดก็ไม่ได้ฟูมฟายอะไรแต่มีน้ำตาไหลนิดนึง เพราะแม่คงผิดหวังเพราะตอนนั้นออกมาอยู่กับแม่ 2 คน

คิดถึงตอนนั้นแล้วก็น่าเศร้าใจ แม่หนูนอนอยู่ในมุ้งหลับไป หนูรู้ว่าแกคงหลับไม่สนิทหรอก หนูเองไม่ติดก็ไม่เสียใจมากเท่าที่คิดว่าทำให้แม่ผิดหวัง เพราะเรามีกันอยู่ 2 คน แม่ก็หวังกะหนูไว้มาก คืนนั้นหนูนอนหันหลังชนกับแม่น้ำตาไหลออกมาหยดนึง หนูป้ายทิ้งแล้วก็หลับไป เอนท์ไม่ติดของหนูเสียน้ำตาไปหยดนึง พรุ่งนี้เพื่อนๆคงโทรมาถามว่าติดอะไร และมันคงบอกว่ามันติดที่นั่นที่นี่ เตรียมตัวยินดีกะเพื่อนดีกว่า

จบภาคเศร้าไปนิดนึงนะ ชีวิตมันก็อย่างนี้ ไม่ได้มีอะไรเป็นอย่างที่คิดตลอดหรอกเนอะคนเรา แต่ทุกอย่างต้องมีทางแก้ จะทำยังไงในเมื่อฐานะทางบ้านไม่ได้รวยพอจะส่งเรียนมหาลัยเอกชนได้ รามรึนิสัยอย่างหนูคงจะจบหรอก โปรดติดตามตอนต่อไป


edit @ 2005/05/11 20:29:56
edit @ 2005/05/12 11:11:26

ต่อเลยดีกว่าคราวที่แล้วเอนท์ไม่ติด เลยต้องรีบหาที่เรียนเป็นการด่วนถึงด่วนมาก คนที่แอคทีฟสุดก็คนเป็นพระมารดาของหนูเอง

ตอนเช้าแม่ไปหาหนังสือพิมพ์มาหาว่าที่ไหนมีรับรอบสอง ตื่นเต้นเหมือนจะไปเรียนเอง แต่ดันให้หนูเป็นคนหา ก็หาอยู่หลายวันจนเริ่มท้อจนมาเจอที่นี่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(บางมด) รับวิศวะและวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เพิ่ม แล้วแหมฟิสิกส์นี่ชอบตายเลย แต่ก็ไม่มีทางเลือกก็ไปหาพี่สาวที่กรุงเทพพร้อมหนังสือที่ได้มาตอนซื้อใบสมัครเอนท์เพื่อดูว่ามหาลัยนี้มันอยู่ตรงส่วนไหนของกรุงเทพดูกันอยู่นานก็ยังไปไม่ถูก พี่สาวคนเล็กหนูชีจบพระจอมเกล้าลาดกระบังค่ะ ชีก็ไม่เคยไปที่บางมดเหมือนกัน ชีก็นั่งบ่นนี่ชั้นจบลาดกระบังแล้วน้องชั้นยังมาเรียนบางมดอีกประมาณว่าน่าจะไปสถาบันอื่นบ้างนะ แต่ก็ไม่ควรเรื่องมากหรอกนะจริงมะ สุดท้ายเมื่อไม่มีใครไปถูกพี่สาวคนรอง(หนูมีพี่สาว 3 คน)จึงโทรไปหาแฟนบอกว่าวันที่นี้ตอนเช้าให้โดดงานออกมาพาน้องไปสมัครที่นี่ด้วย แฟนแกก็ดีใจหายมารับไปทั้งที่ใส่ชุดทหารสีขาว(โคตรขึ้นเลย ดูดีจริงๆ) งานการไม่ทำ เป็นทหารแท้ๆ แกพาไปก็กางแผนที่ไป อะไรมันจะรำเค็ญขนาดนั้น และปกติที่มหาลัยเค้าไม่ให้คนนอกขับรถเข้าไปจอดในม.ค่ะ ทันทีที่แฟนพี่หนูเค้าเปิดกระจกรถยามก็ตาลีตาเหลือกตะเบ๊ะให้ พร้อมเปิดที่กั้นให้เข้าไปจอดที่ที่กันไว้สำหรับพวกอาจารย์ระดับสูงอ่ะ หนูก็แอบยืด พอเข้าไปซื้อใบสมัครเสียไป 300 ค่ะค่าใบสมัคร ได้กระดาษ A4 พับเป็น 3 ท่อนมาค่ะ ท่อนละร้อยแน่ะอะไรฟะ แฟนพี่สาว(ปัจจุบันเป็นพี่เขยไปละ) แกก็นั่งมองหนูกรอกข้อมูล สมัครเสร็จก็ได้กระดาษนั่นกลับคืนมาท่อนนึงพร้อมบอกว่าให้มาฟังผลวันที่เท่าไหร่ไม่รู้ หนูก็กลับบ้านนอกไป พร้อมกระดาษท่อนละ 100 บาท และอีก 2 ท่อน มหาลัยเก็บไป จริงๆแล้วน่าจะช่วยหนูออกนะ 150 ก็ยังดี ระหว่างนั้นหนูก็ถูกเพื่อนชักชวนไปเล่นสงกรานต์โดยจับไว้ท้ายรถกะบะคอยดูแลน้องมัน ส่วนมันนั่งเป็นคุณนายขับรถไปหลายจังหวัด เส้นทางระหว่างไปจังหวัดอื่นมันก็ขับอย่างกะพายุ ไม่ได้สนใจตูเล๊ย จนสุดท้ายเป็นไวรัสลงกระเพาะเข้าโรงบาลไปเกือบอาทิตย์ ตาสีแดงจัดและไอ้ไม่หยุด มันก็ไม่เคยโผล่หัวมาเยี่ยม นังเพื่อนเลว หลังออกจากโรงบาลหนูก็ยังนิ่งนอนใจไม่ไปฟังผลสอบตามประสาคนเฉื่อยแฉะอย่างหนู จนคุณแม่ด่าเลยได้ฤกษ์ พอไปถึงกรุงเทพก็พยายามโทรไปถามที่ม.เค้าก็ไม่ยอมบอกผล เสียงเหมือนถ้าบอกว่าหนูติดมั้ยจะโดนสามีทิ้ง (จริงๆก่อนเข้ากรุงเทพก็โทรไปละ ชีบอกต้องเข้ามาดูเอง) พอคราวนี้โทรไป ก็บอกจะถามผลสอบค่ะ เค้าก็บอกที่นี่ป้อมยามหน้ามหาลัยครับ เดี๋ยวโอนให้ อ้าว ไมเป็นเบอร์ยามฟะ พอมีคนรับ เค้าบอกว่าผลสอบประกาศตั้งนานแล้ว ทำไมไม่โทรมาถาม อ้าวไรฟะอยู่ใกล้ๆเจอหนุมานถวายแหวนแน่ หนูก็บอกว่าโทรมาแล้ว เค้าบอกให้เข้ามาดูเองอ่ะ แต่นี่ไปไม่ถูก เค้าก็บอกว่าอืมเหรอ เดี๋ยวเช็คให้ก็ได้ แต่ให้โทรมาใหม่ ตอนนี้ติดงาน หนูก็เออ พอโทรไปใหม่ก็มีคนใหม่มารับสายหนูก็บอกว่าจะถามเรื่องเกี่ยวกับที่รับรอบสอง เค้าก็บอกว่าสัมภาษณ์กันไปแล้วนะคะ อ้าวหนูงงเลย ไรฟะ เพิ่งจะประกาศไปไม่กี่วันเอง เธอก็ถามมาว่าแล้วติดมั้ยคะ หนูเลยอำไปว่าติดค่ะ แต่มาสัมภาษณ์ไม่ได้เพราะไม่สบายเข้าโรงบาลเพิ่งออกมาเนี่ย (ระหว่างนั้นหนูก็มองรอยเข็มน้ำเกลือที่แขน เพราะจริงๆแล้วหนูแหลอ่ะ หนูออกจากโรงบาลตั้งนานแล้ว) เค้าก็กุลีกุจอบอกว่าติดอะไรคะ หนูก็บอกว่าติดฟิสิกส์ค่ะ(จริงๆไม่รู้หรอก ว่าติดเปล่า) เค้าก็บอกว่าฟิสิกส์เนี่ยสัมภาษณ์ไปเมื่อวาน แต่ถ้าเป็นคณิตศาสตร์ กับเคมียังไม่สัมภาษณ์อ้าวซวยสิตู ตูสมัครฟิสิกส์ แถมยังสัมภาษณ์ไปแล้ว เค้าก็ถามชื่อนามสกุลหนูไปบอกว่าจะไปคุยกับหัวหน้าภาคให้ หนูก็หน้าซีด แต่ก็บอกไป โอ๊ยแล้วถ้าตูไม่ติดจะทำไง ทำไมชั้นถึงอำคนใจดีอย่างนี้ได้ ว่าแล้วก็รีบวิ่งไปเรียกแม่ของพี่สาวบอกว่าเห็นทีเราต้องรีบไปดูผลกันซะแล้วเค้าติดบอร์ดอยู่ที่มหาลัย แต่ก็ไปกันไม่ถูกได้แต่นั่งปรึกษากันรอพี่สาวกลับมา

สรุปคือเรา 2 คนต้องขี้นรถเมล์ไปกันเอง ทันทีที่ขึ้นไปก็รีบคุยกะรถเมล์ "ลงตรงมหาลัยพระจอมเกล้าธนบุรีค่ะ" กระเป๋าทำหน้าเหมือนหนูมาจากดาวอังคาร พร้อมทั้งนึกนานมาก หนูกะแม่พี่สาวก็ยืนอยู่อย่างนั้นน่ะ รถก็ออกแล้วที่ว่างก็มีรอจนกระเป๋าถามว่าเทคโนบางมดใช่มั้ย มันไม่ถึงนะต้องนั่งรถต่อเข้าไปอีกหน่อย ก็ยังไม่เป็นไรน่ะค่ะ หนูกะแม่พี่สาวก็เดินไปนั่ง ตลอดทางก็นั่งมองทางกันตลอด ใจก็คิดแต่ว่าเอาละวะ มีที่เรียนรึเปล่าก็คราวนี้แหละ พอถึงตรงกิโลเก้า รถเมล์(บอกก็ได้ว่า ปอ.10) ก็จอดกระเป๋าก็เรียกบอกถึงแล้วให้นั่งรถต่อเข้าไปเอง หนูเลยตัดสินใจเอาวะโบกแท๊กซี่ดีกว่า พอไปถึงเราก็มองมิเตอร์ โอ 49 บาทแฮะ พอยื่นแบงค์ 50 ให้ขาหนูยังไม่ทันออกจากรถดีแท๊กซี่ก็พุ่งไปเลย หนูก็เฮ้ยอะไรวะ ตังค์ทอนล่ะ บาทนึงชั้นล่ะ แม่พี่สาวหนูก็ดึงไว้หนูก็นึกในใจเออช่างเหอะ บาทนึงเอาไปก็ไม่เป็นไรถ้าตูติดน่ะนะก็เดินเข้าไปตรงลานแดงหน้าที่ที่มาสมัครคราวก่อนก็เจอบอร์ด(จิปาถะมากติดไรเต็มไปหมด) โอ้วมายจ๊อดป้ายรายชื่อตั้งอยู่กลางลานเลย ก็ไปไล่ชื่อดู ฟิสิกส์ ฟิสิกส์ ฟิสิกส์ ไม่มีชื่อชั้นแฮะ ตกลงชั้นชื่ออะไรเนี่ย ไม่มีอ่ะ หนูยืนเงียบอยู่หน้าบอร์ด ไม่รู้สิ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าตัวเองจะโง่ขนาดนี้ อืม แม่พี่สาวหนูซึ่งมีแสดงบทตัวประกอบมาตลอดก็คงสงสารหนู แกก็บอกว่าลองดูข้างล่างก่อนสิ ยังมีชื่ออยู่อีกเลย หนูก็บอกว่าโหแม่ใหญ่(หนูเรียกแม่พี่สาวว่าแม่ใหญ่) เค้าสมัครฟิสิกส์นะ แล้วข้างล่างมันเป็นคณิตกะเคมี เค้าไม่ได้สมัครแล้วจะมีรายชื่อได้ยังไง แม่ใหญ่ก็บอกว่าดูก่อนเหอะน่ะ หนูก็มองใจก็คิดแม่งเอ๊ย มันรับสมัครตอนไหนวะ มาคราวที่แล้วมีฟิสิกส์กะวิดวะ ถ้ารู้ว่ามีเคมีก็คงสมัครไปแล้ว หนูก็ไล่รายชื่อไป(มีไม่เยอะหรอก ไม่ถึง 50 คนด้วยซ้ำ 3 ภาครวมกันเนี่ย) โอ๊ะโอ นี่อะไรเนี่ย ชื่อชั้นรึเปล่า หนูเลยสะกิดถาม แม่ใหญ่ๆ จำได้มั้ยว่าชื่อจริงเค้าชื่ออะไร แม่ใหญ่ก็บอกมา หนูก็โอ แม่ใหญ่นี่ใช่ชื่อเค้ารึเปล่าเนี่ย แม่ใหญ่ผู้มีระดับสายตาสมวัยแกก็เพ่งมองแล้วก็บอกเออใช่ชื่อหนูจริงๆด้วย เท่านั้นล่ะ ลานแทบแตก เนื่องจากมีคนบ้าแหกปากดังมาก ไม่ได้ดีใจที่ติดหรอก แต่ดีใจที่มีที่เรียนแล้ว พวกนักศึกษาก็หันมามองกัน พร้อมกับแม่ใหญ่ที่อาศัยมวยปล้ำที่เคยเล่นกันที่ห้องล็อคคอหนูลากออกไปจากลานแดง ตอนนั้นก็ดูวันนัดสัมภาษณ์ เป็นมะรืนนี้อ้าวชั้นก็กลับบ้านไม่ได้สิเนี่ย โอว ต้องรีบโทรบอกแม่ แม่จะได้ดีใจ จากนั้นก็นั่งแท๊กซี่ไปลงที่เดิมแล้วแม่ใหญ่ผู้มีความช่างสังเกตุก็บอกว่าขึ้นปอ.140 กลับกันเหอะ ขึ้นทางด่วนด้วยเร็วดี หนูก็อารมณ์ดีใจ ก็เอาไงก็เอา พอขึ้นปุ๊ปก็จ่ายตังค์พร้อมบอก "อนุสาวรีย์ 2 คนค่ะ" "รถคันนี้ไม่ไปอนุสาวรีย์ค่ะ เดี๋ยวลงป้ายหน้าแล้วข้ามไปขึ้นอีกฝั่งนะ" อ้าวหน้าแหกเลยออกจะมั่นใจ เหอๆ แต่ไม่เป็นไรหรอก คนมีที่เรียนทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด 555



edit @ 2005/05/12 11:12:16

เมื่อไหร่จะจบว้า แต่ก็อยากเขียนนะเพราะถ้าให้พูดจริงๆแล้วเรื่องการเข้ามหาลัยนี้เป็นเรื่องที่ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลย ที่เขียนเรื่องนี้ช่วงนี้เพราะเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงประกาศผลสอบเอนทรานซ์คงมีหลายคนผิดหวัง ก็เลยอยากเขียนเรื่องนี้ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เอนท์ไม่ติด และสุดท้ายก็ติดจนได้ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หนูได้รู้ว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ถึงไม่ติดมหาลัยรัฐก็ยังไปที่อื่นได้ หรืออย่างน้อยก็ยังมีรอบสองอย่างที่หนูเจออยู่ อย่าเพิ่งด่วนคิดสั้นฆ่าตัวตายไปซะก่อน

ตอนหนูอยู่ม.5 เอนท์ไม่ติดก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่รุ่นพี่โรงเรียนหนูสิม.6 เธอเอนท์ไม่ติด พ่อแม่ของเธอก็ไปคุยเอาไว้เยอะ ผลสอบนี้ถูกส่งมาที่โรงเรียนค่ะ พอเธอมารับผลสอบไป เธอก็กลับไปบ้านเข้าห้องแล้วก็ไม่ออกมาอีกเลย พ่อแม่เธอเปิดเข้าไปก็เห็นลูกสาวแขวนคอตาย หลังจากนั้นสองอาทิตย์ก็มีจดหมายมาบอกว่าเธอสอบติดรอบสองคณะพยาบาลค่ะ อ่านแล้วรู้สึกยังไงกันคะ ตอนที่อาจารย์ประกาศเรื่องนี้หน้าเสาธง พวกหนูเพิ่งจะได้เป็นเด็กม.6 ค่ะ รู้สึกยังไงเหรอ ไม่รู้สิพูดไม่ถูก

มาว่ากันเรื่องของหนูต่อดีกว่าตอนสัมภาษณ์นี่ก็สนุกมาก ว่าที่พี่เขยหนู(ตอนนั้น) ไปส่งหนูที่มหาลัยอีก แต่คราวนี้หนูกลับเองนะแกไม่รอ ระหว่างทางมีเปิดวิทยุด้วยเค้าเปิดเพลงของแบล๊คเฮดอ่ะ เพลงไรว้าที่ร้องว่า "คนอะไรไม่รู้ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก" อะไรประมาณเนี้ยฟังไปเขินไปเหมือนร้องให้ตัวเอง กร๊าก 555 เอาเหอะ คราวนี้พอไปถึงม.ก็เห็นป้ายว่าตึกนี้สัมภาษณ์รอบสอง อืมรอบสองอย่างงั้นเหรอ เรียกอย่างนี้เอง พอขึ้นลิฟท์ไปก็เจอคนเยอะแยะส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงทั้งนั้นเลย ส่วนใหญ่มาคนเดียว มีเด็กคนนึงหน้าตาน่ารักมากับพ่อแม่ พอหนูเดินเข้าไปคุยกับอาจารย์เสร็จ พร้อมทั้งวางเอกสารให้อาจารย์ และมีปัญหาว่าหนูมีไม่ครบ เค้าจะเอาบัตรประชาชนพ่อแม่หนูด้วย หนูก็งง อ้าวหนูก็นึกว่าหนูติดคนเดียวสิ ที่แท้พ่อแม่หนูก็ติดด้วยหรอกเหรอ เออ ดีเหมือนกันเนอะ หนูก็เลยบอกว่าหนูไม่รู้ค่ะ เดี๋ยวพ่อแม่หนูจะมาสัมภาษณ์วันหลัง กร๊าก ไม่ใช่ หนูบอกเดี๋ยวเอามาให้ทีหลังได้มั้ยถ้าสัมภาษณ์ผ่าน จากนั้นหนูก็เดินโง่อยู่เพราะไม่รู้จะไปนั่งตรงไหน ผู้หญิงที่มีพ่อแม่(น้อง อ.)มาด้วยเธอก็กวักมือเรียกหนูไปนั่งด้วย ตอนนั้นหนูก็หันไปมองข้างหลัง ว่าชีเรียกใคร อ้าวไม่มีมีตูคนเดียว หนูก็ชี้ตัวเองว่าเรียกหนูเหรอ ชีก็ยิ้มน่ารักให้รวมทั้งพ่อแม่เธอด้วย หนูก็ยิ้มพร้อมส่ายหัวไม่ไปเพราะคิดว่าสามคนพ่อแม่ลูกอาจจะมาหลอกหนูไปขายก็ได้ ใจก็คิดว่าแล้วทำไมมากันครบ เพราะติดทั้ง 3 คนนี่เอง 555 ก็เลยนั่งคนเดียวจนมีคนอื่นเข้ามาคุยด้วยบางคนมาจากโรงเรียนเดียวกันห้องเดียวกัน(น้องก. กะ น้องป.)เข้าไปสัมภาษณ์ก็ออกมาเล่าให้ฟัง

หนูเองก็ถึงคิวแล้วพอเข้าไปมีโต๊ะยาวใหญ่ซึ่งเต็มห้องเลย อืม ก็ดีกว่าให้หนูนั่งอยู่กลางห้องอ่ะนะ อาจารย์นั่งกันเต็มไปหมด แล้วทุกคนก็รุมถามหนูคนเดียว ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้สึกว่ามีใครอยากคุยกะหนูมากขนาดนี้มาก่อนเลยอ่ะ นึกไม่ออกเหมือนกันว่าไปทำอะไรมาถึงมีคนอยากคุยกะหนูมากขนาดนี้ ไม่เป็นไรจะยอมคุยด้วยก็ได้ปรกติแม่บอกไม่ให้คุยกะคนที่ไม่รู้จักนะเนี่ย อาจารย์ทั้งหมดนี้ทราบหลังจากเข้าเรียนว่าแกเป็นหัวหน้าภาคต่างๆ รองหัวหน้า อาจารย์ที่ปรึกษาด้วย ถึงได้เยอะขนาดนั้น อาจารย์อ้วน(เรียกอย่างนี้จริงๆ) เป็นคนถาม แกก็ดูเกรดหนู หนูก็นึกอ้าวมีใบเกรดตูได้ไงฟะ นี่ชื่นชอบหนูขนาดนั้นเชียว แกก็บอกว่าอยากเข้าภาควิชาอะไร หนูก็บอกว่าหนูอยากเข้าเคมีค่ะ เพราะหนูเรียนคณิตไม่ดี แกก็บอกว่าเหรอ แล้วถ้าได้คณิตล่ะจะเรียนมั้ย อ้าว'จารย์ หนูบอกแล้วไงว่าหนูไม่เก่งคณิตอ่ะ หนูเก่งเคมีมากว่า ไม่เชื่อจะดูทั้งเกรดทั้งคะแนนสอบเอนท์สิคะ อาจารย์ก็ดูกัน คุยกันเออจริงด้วยสิ เก่งเคมีจริงๆ อาจารย์หลายคนก็ผลัดกันถามนู่นถามนี่รวมทั้งถามว่าปีหน้าจะไปเอนท์ที่อื่นอีกมั้ย หนูก็ตอบว่าไปค่ะ นี่ๆ ไม่มีที่เรียนยังหยิ่งอีก แกก็บอกว่าเพราะมันทำให้คนที่อยากเรียนจริงๆเสียโอกาศ อืมนั่นสิ แต่หนูไม่อยากโกหกอ่ะ เพราะคนที่ออกไปเค้าโกหกอาจารย์ทุกคนแหละค่ะ เพราะคำถามนี้ถามทุกคนไม่ใช่เหรอ สุดท้ายอาจารย์อ้วนแกก็ถามอีกว่าตกลงว่าถ้าได้คณิตจะเรียนมั้ย หนูก็คิด หนอย บอกว่าไม่เอาก็ไม่เอาสิฟะ เห็นตูไม่มีที่เรียนใช่มะ ไม่ชอบอ่ะ ก็บอกว่าเก่งเคมี ดูเกรดก็น่าจะรู้ ไม่เอาเฟ้ย แล้วก็ตอบเลย "เรียนค่ะ"

ก็ไม่รู้จะทำไงนี่นา ไม่เอาก็ไม่ได้เรียนดิ แต่ใจหนูก็คิดถึงสัตวแพทย์ขึ้นมาตะหงิดๆ ไม่รู้จะว่าไงดี ชีวิตชั้นจะไม่จบลงที่สัตวแพทย์เหรอ แค่คิดก็เศร้าแล้ว แล้ว 2 วิชานี้ไม่เคยอยู่ในสมองเลย คณิตนี่ยิ่งเกลียดจัด เกลียดอะไรจะได้อย่างนั้นซะละมั้ง


edit @ 2005/05/12 10:44:24
edit @ 2005/05/12 11:13:19