Life

ลดน้ำหนัก VS ลดหุ่น???

posted on 22 Oct 2011 13:31 by uregus in Life
ตั้งแต่กลางเดือนกรกฏาเป็นต้นมาก็มีการเริ่มต้นลดน้ำหนักกันแบบเอาจริงเอาจังค่ะ
กลับมาจากไซต์ลูกค้าที่ต่างจังหวัดมีแต่คนทักว่าอ้วนมาก อย่างนึงเป็นเพราะอยู่ที่นั่นทำแต่งานแถมยังทำดึกมาก ระหว่างทำดึกงานก็เครียดก็นั่งกินลูกชิ้นกินแตงกวาไปเรื่อยเปื่อย รู้ตัวอีกที 70 กิโล!!! ไม่เคยอ้วนขนาดนี้มาก่อน!!!
 
ที่ต้องตั้งใจลดเป็นพิเศษก็เพราะไปหาหมอมาด้วย (ไม่ใช่หมอลดความอ้วนนะ)
ประมาณว่าปวดท้อง คุยไปคุยมาได้ข้อสรุปว่าฮอร์โมนอาจจะผิดปรกติเพราะน้ำหนักที่มากขึ้น คุณหมอจึงให้ลดน้ำหนักนิดหน่อยประมาณ 5-7 โล (5-7 โลนี่เยอะนะคะ ไม่นิดหน่อยนะสำหรับพวกกินจุอย่างเดี๊ยน)
จริงๆ ก็พยายามลดมาตลอดแต่ก็ทำไม่ค่อยจะได้หรอกค่ะ มาคราวนี้มีคำแนะนำจากคุณหมอมาด้วยก็เลยต้องเต็มที่กันหน่อย
 
วีคแรก: ลดไป 3 กิโล
- หาตารางแคลอรี่ของอาหารค่ะ ได้มา 2 ที่เด็ดๆ ดังนี้แต่ก็ไม่ได้เคร่งครัดมาก แต่ละร้านตักข้าวไม่เท่ากันอยู่แล้วนี่ ก็ดูพอเป็นไกด์ว่าอันไหนแคลอรี่น้อย อันไหนแคลอรี่เยอะก็ไปปรับเอาค่ะว่าอะไรเหมาะกับเรา
 
 
- ปรกติเป็นคนที่กินข้าวเยอะมาก กินข้าวที 2 จาน ก๋วยเตี๋ยว 2-3 ถุงไม่เป็นปัญหาแต่ดีว่าไม่ชอบกินจุกกินจิก ก็ต้องเริ่มปรับมากินให้เหมือนคนธรรมดาเค้ากินกัน กินข้าวจานนึงหรือครึ่งจานอะไรแบบนั้น ก๋วยเตี๋ยวถุงเดียว ถ้าไม่อิ่มก็มานั่งรอให้เช้าเร็วๆ
- ปรกติไม่กินข้าวเช้าอยู่แล้ว ไปทำงานข้าวเที่ยงก็จะเป็นพวกราดหน้า ก๋่วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น เย็นก็กินไส้กรอกเซเว่นอะไรทำนองนั้น
- เสาร์อาทิตย์ ลดอาหารที่กินลงครึ่งนึง ข้าวเช้าไม่กินอยู่แล้วก็แล้วไป ส่วนตอนเที่ยงซื้อข้าวเปล่ามาถุงนึง กับข้าวสองอย่าง ไม่สนใจว่าจะมันหรือจะยังไง เก็บไว้กิน 2 มื้อ เที่ยงกับเย็น
- หุ่นตอนนี้ไม่รู้ว่าผอมลงหรือยัง รู้แต่ว่าพุงยุบไปเยอะพอสมควร
 
วีคที่สอง: ลดไป 1 กิโล
- ยังทำตัวเหมือนอาทิตย์ที่แล้วแต่ดันลดแค่นี้แถมยังไม่ค่อยมีแรงอีกตะหาก เริ่มสงสัยว่าตัวเองต้องเปลี่ยนแผนเพราะกลัวโยโย่ด้วย
 
วีคที่สาม: ไม่ลด
- เริ่มนั่งหาในเน็ตว่าเอาไงดี เพิ่งลดได้ 4 โล พบว่าสงสัยต้องออกกำลังกายด้วยซะแล้ว
- แต่เราเป็นคนขี้เกียจออกกำลังกายนี่นา
- หาจนเจอ HIIT (High Intensity Interval Training)
ซึ่งเป็นวิธีที่น่าสนใจมากเพราะ
1. ใช้เวลาน้อย 15-20 นาทีต่อครั้ง
2. ทำวันเว้นวัน อาทิตย์นึงก็ประมาณ 3 ครั้ง
ช่างเหมาะกับคนขี้เกียจอย่างเราซะนี่กระไร
 
 
- แต่อิชั้นไม่มีเครื่องออกกำลังกาย
 
 
 
สรุปก็คือ HIIT เป็นการออกกำลังกายที่ใช้เวลาน้อยเพียง 15-20 นาทีต่อครั้งและสามารถช่วยให้ลดน้ำหนักได้ผลดีกว่า Cardio แบบปรกติถึง 9 เท่าและทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้นานถึง 48 ชั่วโมงถ้าอยากได้ละเอียดๆ ก็ลองอ่านเอาตามลิ้งค์ที่ให้ไปค่ะ
 
ซึ่งจริงๆ แล้วข้าพเจ้าเองเป็นพวกบ้าพลัง ดังนั้นจึงสนใจ Burpee มาก เพราะมีทั้งโดด ทั้งวิดพื้นแต่คำแนะนำในลิ้งค์ก็บอกเอาไว้ว่าถ้าเป็นพวกมือใหม่ร่างกายยังไม่แข็งแรงพออาจจะทำ Squat Thrust Intervals แทนไปก่อนก็ได้
 
ทำจริง!!!
หาฟูกมาเตรียมรองขารองมือสำหรับตอนโดดกับวิดพื้น ลงไปกับพื้นแข็งๆ กลัวเจ็บแต่ว่า...ดันทำ Burpee ไม่ได้เพราะวิดพื้นไม่ขึ้น!!! (อ้วนมาก)
สรุปก็คือ

อาทิตย์แรก

ต้องทำ Squat Thrust Intervals แทนแล้วก็ใช้วิธีทำทีละ 30 วินาทีพัก 30 วินาทีและพักยาว 1 นาทีทำแค่ 10 นาที จัดเพลงไว้ใน Playlist ประมาณ 2 เพลงยาวๆ

ผล
- ทำครั้งแรกหมอบอยู่กับฟูกลุกไม่ขึ้น เหงื่อไหลยิ่งกว่าน้ำ มือสั่นแขนสั่น หัวใจเต้นแรงจนน่ากลัว ปวดแขนปวดขาไปเป็นอาทิตย์
- ต้องฝึกวิดพื้นเองต่างหากนอกรอบไม่งั้นเดี๋ยวทำ Burpee ไม่ได้ ขอแนะนำ 2 วิธีคือ
1. พับเข่าขึ้นแล้วใช้เข่านี่แหละแทนปลายเท้าแล้วหัดวิดพื้นเพราะเพิ่งเริ่มทำ วิดพื้นทั้งตัวน้ำหนักเยอะ กว่าจะขึ้นแขนสั่นหน้าจะทิ่มฟูก
หรือ
2. วิดพื้นโดยเอาขาพาดไว้บนเตียงถึงประมาณหัวเข่้าส่วนตัวก็ยื่นออกมาเท้าแขนไว้กับพื้น เอาให้พอวิดพื้นได้ซัก 7 ทีหมดแรง วิธีนี้จะดีกว่าวิธีแรกเพราะจะไม่สามารถใช้พุงในการช่วยยกตัวขึ้นได้ แรงแขนล้วนๆ
 
อาทิตย์ที่ 2
 
ทำ Squat Thrust Intervals สลับกับ Burpee เท่าที่ไหวและเริ่มเปลี่ยนเป็นทำ Burpee 20 วินาที พัก 10 วินาที พักยาว 1 นาทีและทำนานประมาณ 15-20 นาที
 
ผล
- ไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนเดิมและวิดพื้นขึ้นแล้ว
 
อาทิตย์ต่อๆ ไป

ทำ Burpee 20 วินาที พัก 10 วินาที พักยาว 1 นาทีและทำนาน 20 นาที
ตอนนี้เปลี่ยนเป็นจัด PV ของ Morning Musume เพลงที่มันส์ๆ มาต่อกันให้ได้ประมาณ 20 นาที (ได้ประมาณ 5 เพลง) ช่วงพักยาว 1 นาทีจะเป็นช่วงที่ PV จบ สรุปคือจะได้พักประมาณ 4 ครั้งแอบจิบน้ำบ้างเล็กน้อยถ้าคอแห้ง
 
ผลคือตอนนี้น้ำหนักลงมา 9 กิโล (ประมาณ 3 เดือน) รูปร่างสัดส่วนต่างๆ ก็เล็กลงทั้งที่รู้สึกว่าน้ำหนักไม่ค่อยจะลง (กางเกงหลุดตูดกันเลยทีเดียว)
แต่เนื่องจากความไม่สะดวกหลายต่อหลายอย่าง อาหารก็คุมบ้างไม่คุมบ้าง HIIT ก็ทำอาทิตย์ 2 อาทิตย์แล้วก็หายไปเดี๋ยวก็กลับมาทำใหม่บ้างอะไรทำนองนี้แต่ยังดีที่น้ำหนักยังลดค่ะ
 
สรุป
การทำ HIIT ต้องมีการ Warm up ก่อนประมาณ 5 นาที ทำ HIIT ประมาณ 20 นาทีและ Cool down ต่ออีก 5 นาที รวมๆ แล้วก็ประมาณ 30 นาที ซึ่งข้าพเจ้าทำตามคลิป 3 คลิปข้างล่างนี้ค่ะ

Warm up
 
 
Burpee HIIT (ไม่ได้ไปหาบอลมาใช้อย่างพี่เค้าหรอกนะคะ เวลาลงไปก็วิดพื้นปรกติ เวลาโดดก็ชูแขนขึ้น ก็บอกแล้วว่าไม่มีอุปกรณ์)
 
 
Cool down
 
 
และเพิ่มด้วย 8 Min Abs ช่วยลดพุง
 
 
แล้วก็ยังหมั่นวิดพื้นเองอยู่เช่้นเดิม
 
สรุป (อีกที)
 
ถ้าอยากลดน้ำหนักให้อดลดอาหารค่ะแต่ถ้าอยากลดหุ่นก็ออกกำลังกายเพราะตัวเองตอนที่น้ำหนักลดไม่ค่อยมีใครทักว่าผอมแต่พอออกกำลังกายคนทักเยอะเชียว (แต่รู้สึกว่าน้ำหนักมันไม่ค่อยจะลงนะ คงเพราะไม่คุมอาหาร)
 
ใครอยากผอมก็ลองดูค่ะ
สู้ๆ นะคะ

Current Status

posted on 12 Jun 2010 07:21 by uregus in Life

ช่วงนี้ไม่ได้มาอัพบล๊อคเลย ห่างหายกันไปตั้งแต่เดือนที่แล้วแต่เดือนนี้ก็กลับมาแล้วแต่ก็คาดว่าจะไม่ได้อัพบ่อยเช่นเคยแถมยังจะตามจิกยากขึ้นเลยอยากมารายงานสถานการณ์ของข้าพเจ้าให้ทราบกันไว้ เผื่อใครคิดถึงจะได้รู้ว่ามันหายหัวไปไหน

  • ไปทำงานต่างจังหวัด ตอนแรกเค้าว่าถึงธันวา (6 เดือนสินะ) พอไปเช็คกะโรงแรม เค้าจองห้องพักให้ยัน สิ้นเดือนมกรา (บอกมาสิว่าตูฟังผิด)
  • ไปถึงคืนแรกก็ก่อวีรกรรมหนีออกจากคอนโดไปกลางดึกกลางดื่นโดยไม่แจ้งคนที่บริษัท หนีไปนอนกับเพื่อนของเพื่อนเพราะเห็นห้องแล้วเกิดอาการเครียดจัด ไม่แน่ใจในความปลอดภัยแถมต้องนอนตั้ง 2 คืน (จากที่คิดมาตลอดว่าไม่เป็นไรน่า แค่ 2 คืน พอเห็นสภาพห้องกลายเป็น "ตั้ง!!!" 2 คืน)
  • ความระริกระรี้ที่จะได้ไปทำงานต่างจังหวัดยันสิ้นปีหายสาปสูญเหลือแต่ "คิดถึงชิเงะจังเลย" (หาเรื่องแท้ๆ) 
  • ที่ทำงานเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าประชุมเรื่องการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่มาทำงานและให้นำเคสที่นังนี่หอบกระเป๋าหนีออกจากคอนโดมาพิจารณาด้วย
  • นังนี่ไม่โดนว่าเลยซักคำ พยายามจะบอกคนอื่นว่าหนูขอโทษ หนูไม่ทราบสิทธิ์ของตัวเองจริงๆ ว่าขอเปลี่ยนสถานที่พักได้ถ้าไม่ไหวจริงๆ (ตอนแรกได้ห้องนึงแต่กลอนพังเลยขอย้ายห้อง แต่ก็ยังไม่ไหว) เลยคิดว่าถ้าไม่ไหวจริงๆ เรามีที่ไปก็เอาตัวรอดไปก่อน อาทิตย์หน้าค่อยว่ากัน ถ้ารู้ว่าแจ้งทางทีมได้คงแจ้งไปแล้ว อีกอย่างตอนนั้นมันก็ดึกแล้วด้วย เกรงใจ เห็นทำงานกันมาเหนื่อยๆ (คนที่ตื่นแต่เช้ามืดเก็บกระเป๋าเดินทางไปทำงานแล้วอยู่ไม่ได้ก็เหนื่อยนะ)
  • คนที่เราคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราเผ่นออกจากคอนโด พากันมาขอโทษ (ใหญ่ๆ กันทั้งน้าน) จริงๆ ก็ไม่คิดว่ามีใครเกี่ยวเลยแหละ เลิกคิดว่าตัวเองดูแลเราไม่ดีเต๊อะ
  • ก็บอกว่าไม่ต้องสนใจไง เลิกมาคุยเรื่องนี้ได้แล้ว
  • ไม่มีใครสนใจ
  • คนทั้งโปรเจคท์ไม่ว่าจะทีมที่ปรึกษาด้วยกันหรือทาง User ถึงจะไม่รู้จักหน้าแต่ก็รู้จักชื่อ
  • ตะหงิดมาหลายวันแล้วว่าทำไมมีคนไม่รู้จักมาเรียกชื่อถูกเยอะ ทั้ง User ทั้งที่ปรึกษาที่ไม่รู้จักกัน
  • เมื่อวานโปรแกรมเมอร์มาคุยด้วยแล้วถามชื่อ พอบอกไปฮีก็ร้องอ๋อ!!! แล้วบอกว่านังนี่ดังจะตาย ใครล่ะจะไม่รู้จัก
  • ขอบคุณ
  • เมื่อวานซืนได้เข้าพักที่โรงแรมที่ทางทีมทุกคนได้เข้าพัก ห้องสุดยอดมาก มี NHK ด้วย มีช่องญี่ปุ่นด้วยแต่ไม่มีผู้หญิงที่ชื่อชิเงะมาออก (หนีอีกทีแม่งเลย )
  • ที่ทำงาน User เล่นเน็ตได้แต่ทางที่ปรึกษาไม่ควรเล่นนอกจากเช็คเมล์นิดๆ หน่อยๆ (เป็นมารยาทของอาชีพ เพราะงั้นพวกท่านทั้งหลายก็จะหาข้าพเจ้าไม่เจอตั้งแต่เวลา 8.00 น.-22.00 น.)
  • แต่ยังคอยเช็คบล๊อคคนบางคนทุกครั้งที่มีโอกาส (ซึ่งก็ไม่ค่อยมีหรอกโอกาสอะไรนั่นน่ะ ต้องกลับมาช็อคกับจำนวนบล๊อคที่โรงแรม คนอะไรว๊างว่าง)
  • งานหนักมาก เลิกงานก็ประมาณ 20.00 น. - 22.00 น.
  • กลับถึงห้องแทบจะหลับได้ในทันที
  • แต่อากาศดีมากๆ วิวก็สวยสุดๆ
  • ที่ผ่านมาตั้งแต่กุมภาก็เข้าโรงบาลเป็นว่าเล่นทั้งแค่ไปแล้วกลับได้ภายในวันนั้นหรือไปแล้วต้องค้าง (หลาย) คืน หาสาเหตุการป่วยบ่อยๆ ไม่ได้ก็เลยคิดว่าคงเป็นดวงชง
  • ไปไหว้พระหลายวัดเลยทีเดียว กลับมาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้นต้องเข้าไปนอนโรงบาลอีกรอบแต่หลังจากออกมาแล้วก็แข็งแรงดี แม้จะยังไม่ 100% แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองกำลังจะตายเหมือนที่ผ่านมาหลายเดือนเพราะไม่รู้ว่าตัวเองปวดท้องเพราะอะไร
  • ได้รู้ว่าคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายไม่ได้กลัวตายแต่กลัวอยู่สองอย่าง คือยังมีเรื่องที่ไม่ได้ทำ (เลยต้องไปสั่งเสียคนอื่น แต่ละคนก็ต่างๆ กันไป) กับอีกเรื่องคือห่วงคนที่ยังอยู่ต่อ เค้าจะอยู่ได้มั้ยว้า จะลำบากมั้ยว้า (แม่จะเอาตังค์ที่ไหนใช้ ถ้าแกป่วยใครจะไปด่าหมอที่เลี้ยงไข้แก ใครจะไปนอนเฝ้า ใครจะคอยดุแกเวลาแกไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ) ใครจะคอยโทรไปป่วนประสาทเวลาที่แกจิตตก ใครจะคอยโทรไปคุยกะแกเรื่องหมาสุดที่รักที่แกเลี้ยง
  • และ...ใครจะคอยรักซายูมิ โลกนี้มีตูรักซายูมิคนเดียวนี่นา
  • ข้อมือที่เจ็บคิดว่าดีขึ้นถึงระดับ 95% แต่ถ้าใช้งานมันจะตกไปที่ 60% ใช้ทีไรก็เจ็บทุกที
  • ต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ Cert. ของระบบงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้
  • อ่านหนังสือจบไป 1 รอบมี 3 เล่มแต่ลืม 2 เล่มแรกไปแล้ว
  • อีำกไม่ถึง 2 อาทิตย์ต้องไปสอบ ดิชั้นจะทำยังไงดี หนังสือหนาเกือบเท่าหมอนแถมยัง English on tour อีกตะหาก
  • อยากสอบให้มันผ่านๆ ไปซักที หนูจะกลับไปท่องภาษาญี่ปุ่นต่อแล้ว
  • กลับมาถึงเมื่อคืนก็บิทชิเงะมาดู
  • Alo Hello! Morning Musume 2010 Makingu นี่สุดยอดไปเลย
  • เต่าต่ายเพียบ!!!

เอาแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวจะเยอะเกินงามแต่ก่อนไปขอแปะรูปนี้ก่อน

 

 

ปรกติจะไม่สนับสนุนชุดว่ายน้ำซักเท่าไหร่แต่เคสนี้ยกให้เป็นกรณีพิเศษเพราะ...

  1. ชิเงะซบเต่า
  2. ชิเงะสายตาออดอ้อนมาก
  3. ข้อนี้สำคัญสุด นี่คือรูปของรุ่น 6 ทั้ง 3 คนที่เรารักมาก

ใครคิดถึงก็โทรหาได้นะ คงมีเบอร์กันอยู่แล้ว

แล้วเจอกันจ้ะ ^3^

ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่บ่นแล้วเชียวแต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ค่ะเมื่อดูท่าว่าอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับเทศกาลนี้มันจะไปกันใหญ่แล้ว

ถ้าใครเคยอ่าน Tag ที่เราเคยทำ(มีอยู่ไม่กี่อัน) จะทราบว่ายัยคนนี้มันไม่กินผักเพราะงั้นพอถึงเทศกาลกินเจนังนี่เลยออกอาการทุรนทุรายมากเป็นพิเศษ ผักไม่กิน ผลไม้ก็ไม่กิน อื่นๆ ก็ไม่กิน แทบจะกินอะไรไม่ได้เลยนอกจากมาม่า ซึ่งก็เบื่ออีกเพราะปรกติก็กินทุกเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว มา่ม่าเนี่ย เพราะงั้นถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ตอนนี้ทุกวันอาหารหลักของเราคือนมถั่วเหลืองเจค่ะ นับๆ ดูแล้ว 24 ชั่วโมงก็จะกินไป 4 กล่องโดยที่ไม่กินอย่างอื่นเลย วันแรกเกือบวูบถึงกับหงอยไปเลยทีเดียวเพราะปรกติก็อ้วนกินเยอะอยู่แล้ว อยู่ๆ อดอาหารกระทันหันเลยซึมไปเลย

เพราะงั้นวันจันทร์หลังจากที่ฟาดนมไป 4 กล่องและขาไม่มีแรง หลังเลิกงานเลยเดินเข้าห้างลงที่ชั้นอาหารซื้อต้มจับฉ่ายมาถุงนึง แปลกใจมั้ยทำไมซื้อต้มผัก...เพราะต้มผักหม้อข้างๆ ใส่เต้าหู้ ไม่กินเต้าหู้ยิ่งกว่าผักอีก

พอยื่นการ์ดให้แม่ค้าพอกลับมาแลกตังค์คืน...ปรากฏว่าต้มผักถุงนี้ 50 บาท!!!

ไม่ได้กินข้าวก็มึนมากพออยู่แล้ว พอรู้ราคายิ่งมึนหนักถึงกับยกถุงต้มขึ้นมาดู...ปรกติ 30 ได้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ นี่มันอะไรกันวะ!!!

แต่ก็พยายามทำใจ ขายในห้างค่าที่ทางก็คงแพงเอาเถอะ พรุ่งนี้กินอย่างอื่นดีกว่า

เพราะงั้นวันต่อมาหลังจากที่ไม่ได้กินอะไรเหมือนเดิม พอเลิกงานก็แวะเข้าห้างเดิมไปซื้อถั่วแระญี่ปุ่นมากิน 2 ถุงก็โลนึงพอดี พอไปจ่ายตังค์ด้วยความที่คิดว่าตัวเองไม่ได้ใส่แว่นอาจจะตาลายจัด ถั่วแระ 2 ถุง...

"เอ่อ...ทั้งหมดเท่าไหร่คะ?"

ถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ไป

"98 บาทค่ะ"

ตูไม่ได้ตาลายนี่หว่า...

พอได้ใบเสร็จ...ถุงละ 49 บาท

 

 

 

 

จริงๆ ชอบกินถั่วแระมาก กินบ่อยเลยแทบทุกอาทิตย์ แน่นอนว่าที่เพิ่งกินไปนั้น ราคาแค่ 30 กว่าบาทเท่านั้น แ่ต่ทำไมวันนี้ถึงกลายเป็น 49 ไปได้วะ

ทำไมถึงได้แพงอย่างนี้!!!

ถ้าขึ้นไม่กี่บาทยังพอว่าแต่นี่เล่นขึ้นเป็นสิบบาท จะเกินไปหน่อยรึเปล่า หรือเพราะเราซื้อจากคนละห้างกันแต่ก็ยี่ห้อเดียวกันนะ ตอนนี้ก็ว่าจะเลิกกินถั่วแระญี่ปุ่นแล้ว ไม่พอใจก็ไม่ต้องกิน (พอๆ กะีที่ไม่พอใจงานก็ลาออก เมื่อวานโดนด่าว่าความอดทนต่ำ)

จริงๆ ก็เคยได้ข่าวเหมือนกันว่าพอถึงเทศกาลกินเจ พวกผักผลไม้มักจะขึ้นราคา อะไรๆ ที่เมื่อก่อนไม่แพงก็พลอยจะแพงไปซะหมด แต่เพราะปรกติเรากินแต่มาม่าเจกับโจ๊กเจ พอมาปีนี้เบื่อจัดๆ เลยเลี่ยงมากินถั่วดีกว่า ก็ไม่นึกว่ามันจะแพงถึงขนาดนี้ ทำเอาช็อคไปเลยทีเดียว เพราะว่านี่แพงกว่าเนื้อสัตว์หรือข้าวหน้าปลาทอดที่เรากินตามปรกติซะอีก

ยังไงจะขึ้นราคาอะไรหรือขายแพงยังไงก็เอาแต่พองามก็พอนะคะ เข้าใจว่าปีนึงมีครั้งนึง คงเป็นโอกาสทองสำหรับพ่อค้าแม่ค้า แต่นึกซะว่าทำบุญด้วยกันก็แล้วกันนะคะ ขึ้นราคาก็อย่าให้มันมากไปนักเลย คนกินเจก็เพราะมีเมตตาจิต ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (ถึงจะแค่ไม่กี่วันก็เถอะ) แต่พอเห็นราคาอาหารเจแล้วถึงกับสะอึก อยากกลับไปกินเนื้อสัตว์อย่างเดิมเลยทีเดียว

เห็นใจกันนิดนึงนะคะ