Life

ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่บ่นแล้วเชียวแต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ค่ะเมื่อดูท่าว่าอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับเทศกาลนี้มันจะไปกันใหญ่แล้ว

ถ้าใครเคยอ่าน Tag ที่เราเคยทำ(มีอยู่ไม่กี่อัน) จะทราบว่ายัยคนนี้มันไม่กินผักเพราะงั้นพอถึงเทศกาลกินเจนังนี่เลยออกอาการทุรนทุรายมากเป็นพิเศษ ผักไม่กิน ผลไม้ก็ไม่กิน อื่นๆ ก็ไม่กิน แทบจะกินอะไรไม่ได้เลยนอกจากมาม่า ซึ่งก็เบื่ออีกเพราะปรกติก็กินทุกเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว มา่ม่าเนี่ย เพราะงั้นถ้าจะให้พูดกันจริงๆ ตอนนี้ทุกวันอาหารหลักของเราคือนมถั่วเหลืองเจค่ะ นับๆ ดูแล้ว 24 ชั่วโมงก็จะกินไป 4 กล่องโดยที่ไม่กินอย่างอื่นเลย วันแรกเกือบวูบถึงกับหงอยไปเลยทีเดียวเพราะปรกติก็อ้วนกินเยอะอยู่แล้ว อยู่ๆ อดอาหารกระทันหันเลยซึมไปเลย

เพราะงั้นวันจันทร์หลังจากที่ฟาดนมไป 4 กล่องและขาไม่มีแรง หลังเลิกงานเลยเดินเข้าห้างลงที่ชั้นอาหารซื้อต้มจับฉ่ายมาถุงนึง แปลกใจมั้ยทำไมซื้อต้มผัก...เพราะต้มผักหม้อข้างๆ ใส่เต้าหู้ ไม่กินเต้าหู้ยิ่งกว่าผักอีก

พอยื่นการ์ดให้แม่ค้าพอกลับมาแลกตังค์คืน...ปรากฏว่าต้มผักถุงนี้ 50 บาท!!!

ไม่ได้กินข้าวก็มึนมากพออยู่แล้ว พอรู้ราคายิ่งมึนหนักถึงกับยกถุงต้มขึ้นมาดู...ปรกติ 30 ได้เยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ นี่มันอะไรกันวะ!!!

แต่ก็พยายามทำใจ ขายในห้างค่าที่ทางก็คงแพงเอาเถอะ พรุ่งนี้กินอย่างอื่นดีกว่า

เพราะงั้นวันต่อมาหลังจากที่ไม่ได้กินอะไรเหมือนเดิม พอเลิกงานก็แวะเข้าห้างเดิมไปซื้อถั่วแระญี่ปุ่นมากิน 2 ถุงก็โลนึงพอดี พอไปจ่ายตังค์ด้วยความที่คิดว่าตัวเองไม่ได้ใส่แว่นอาจจะตาลายจัด ถั่วแระ 2 ถุง...

"เอ่อ...ทั้งหมดเท่าไหร่คะ?"

ถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ไป

"98 บาทค่ะ"

ตูไม่ได้ตาลายนี่หว่า...

พอได้ใบเสร็จ...ถุงละ 49 บาท

 

 

 

 

จริงๆ ชอบกินถั่วแระมาก กินบ่อยเลยแทบทุกอาทิตย์ แน่นอนว่าที่เพิ่งกินไปนั้น ราคาแค่ 30 กว่าบาทเท่านั้น แ่ต่ทำไมวันนี้ถึงกลายเป็น 49 ไปได้วะ

ทำไมถึงได้แพงอย่างนี้!!!

ถ้าขึ้นไม่กี่บาทยังพอว่าแต่นี่เล่นขึ้นเป็นสิบบาท จะเกินไปหน่อยรึเปล่า หรือเพราะเราซื้อจากคนละห้างกันแต่ก็ยี่ห้อเดียวกันนะ ตอนนี้ก็ว่าจะเลิกกินถั่วแระญี่ปุ่นแล้ว ไม่พอใจก็ไม่ต้องกิน (พอๆ กะีที่ไม่พอใจงานก็ลาออก เมื่อวานโดนด่าว่าความอดทนต่ำ)

จริงๆ ก็เคยได้ข่าวเหมือนกันว่าพอถึงเทศกาลกินเจ พวกผักผลไม้มักจะขึ้นราคา อะไรๆ ที่เมื่อก่อนไม่แพงก็พลอยจะแพงไปซะหมด แต่เพราะปรกติเรากินแต่มาม่าเจกับโจ๊กเจ พอมาปีนี้เบื่อจัดๆ เลยเลี่ยงมากินถั่วดีกว่า ก็ไม่นึกว่ามันจะแพงถึงขนาดนี้ ทำเอาช็อคไปเลยทีเดียว เพราะว่านี่แพงกว่าเนื้อสัตว์หรือข้าวหน้าปลาทอดที่เรากินตามปรกติซะอีก

ยังไงจะขึ้นราคาอะไรหรือขายแพงยังไงก็เอาแต่พองามก็พอนะคะ เข้าใจว่าปีนึงมีครั้งนึง คงเป็นโอกาสทองสำหรับพ่อค้าแม่ค้า แต่นึกซะว่าทำบุญด้วยกันก็แล้วกันนะคะ ขึ้นราคาก็อย่าให้มันมากไปนักเลย คนกินเจก็เพราะมีเมตตาจิต ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต (ถึงจะแค่ไม่กี่วันก็เถอะ) แต่พอเห็นราคาอาหารเจแล้วถึงกับสะอึก อยากกลับไปกินเนื้อสัตว์อย่างเดิมเลยทีเดียว

เห็นใจกันนิดนึงนะคะ

งานใหม่

posted on 13 Sep 2009 11:22 by uregus  in Life

เดือนนี้ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ จริงๆ อยากเล่าเรื่องมิกิแต่ก็ออกอาการงานยุ่งจัดจนหายหน้าหายตา เพราะงั้นขอเม้าเรื่องงานแทนละกันนะคะ

อย่างที่ทราบกันว่าบล๊อคก่อนหน้านี้บอกว่าได้ออกมาอยู่บริษัทใหม่ ระยะทดลองงานก็ 90 วัน ต่างจากบริษัทเก่า ที่ทดลองตั้ง 120 วัน ตอนนี้ทำงานมาได้เกือบเดือนครึ่งแล้ว ยังไ่ม่รู้อะไรเีกี่ยวกับบริษัทใหม่อีกมากเลยค่ะและเพราะความไ่ม่รู้จึงมักโดนทาง HRตามตัวบ่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นเืรื่องของการ KeyTime sheet ค่ะ

ใครเคยอ่านบล๊อคแนะนำตัวของเราคงทราบกันดีว่าเราทำงานอะไร เนื่องเพราะไม่เคยอยู่ออฟฟิสตัวเองต้องเข้าบริษัท User ตลอดเวลาดังนั้นจึงต้องส่ง Timesheet แทนซึ่งบริษัทเดิมที่เราเพิ่งจากมานั้นไม่มี จะบอกว่าถึงจะทำงานมาเดือนนิดๆ แล้วแต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีค่ะ

แถมจะบอกว่าเพิ่งรู้ว่าบริษัทตัวเองนั้น...อืม...เอาเป็นว่าแปลกใจก็แล้วกันค่ะ คือรู้จักบริษัทนี้อยู่ก่อนแล้วและคิดว่าใครๆ ก็คงรู้จักแต่ไม่รู้มาก่อนจริงๆ ว่าจะใหญ่ขนาดนี้ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาไปเทรนพนักงานใหม่เพิ่งได้รู้ ยอมรับว่าอึ้งรับประทานไปเลยจริงๆ ค่ะ เพราะปรกตินอกจากญี่ปุ่นแล้วเราก็แทบจะไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

ตอนย้ายมาก็หวั่นใจว่าจะปรับตัวได้มั้ย แต่คนบางคนเค้าบอกว่าเราน่ะ...อยู่แล้ว สบายใจได้ ไม่ห่วง (หลอกด่าตู)  แต่ก็ต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ เพราะนั่นก็ทำให้สบายใจขึ้นมากจริงๆ แต่จะบอกว่าเข้าไปช่วงแรกๆ นั้นต้องปรับตัวมากจริงๆ ค่ะ แต่โชคดีที่หัวหน้าใจดีและน้องที่มาก่อนก็ช่วยเทคแคร์เป็นอย่างดีทำให้สบายใจไปได้ในระดับหนึ่งและจะบอกว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนนิสัยดีมากค่ะ ดีจนกลัวว่าเราจะเลวอยู่คนเดียวประมาณนั้นเลย แต่ตอนนี้ก็เกือบจะอยู่ตัวแล้ว

ตอนเข้ามาทีแรกเราถึงกับไปรื้อการ์ตูนของ Morning Musume มาอ่านว่า Attitude การทำงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร ลำบากแค่ไหน แล้วก็พยายามนำมาปรับใช้ แบบว่า...ไม่ว่าใครก็ต้องลำบากกันทั้งนั้นน่ะ ประมาณนี้ ก็ขอบคุณ Morning musume ด้วยจ้ะ มาช่วยอีกแล้ว

คนที่ยืนอยู่ซ้ายสุดสวยมาก แต่ผมหนูแดงๆ นะคะ ไม่ได้แอบไปทำมาแล้วไม่บอกเค้าใช่ป่ะ จำสัญญาเราได้มะ เตงทำเค้าก็จะทำนะ
(แต่ไม่เกี่ยวกะเรื่องที่เล่านะเนี่ย)

งานที่นี่มีมากกว่าที่บริษัทเก่าเรามากจริงๆ ไม่ว่าจะโปรเจคท์หรือเนื้องานในโปรเจคท์

Timeline สั้นแต่งานเพียบโดยเฉพาะเอกสารที่มากมายมหาศาล เราทำยันตีสองตีสามทุกวันจนบางวันมีน๊อค สลบไปตั้งแต่ 3 ทุ่มเลยก็ยังมีเหมือนกัน

งานหนักจริงๆ ค่ะ ส่วนนี้แหละที่เราต้องปรับตัวเป็นการใหญ่และแอบหวั่นใจทุกครั้งว่าจะไม่มีเวลาให้ซายูมิ งานหนักมากๆ เลยค่ะ ทำัทั้งวันกลับมาบ้านยังต้องมารีโมทเข้าไปทำต่อหนังสือหนังหาไม่ได้อ่านเลย ตรงส่วนนี้เองที่เรากำลังคิดอยู่ว่าจะจูนเวลายังไงดี บางวันขี้เกียจก็ดูลูกเต้าแล้วก็เข้านอนเลยก็มี

ตอนนี้เราได้งานในส่วนที่เคยแตะมานิดๆ หน่อยๆ ค่ะ จะบอกว่าทำแทบไม่เป็นเลยก็ได้ดังนั้นจึงต้องพึ่งพาเอกสารเก่า จะบอกว่าหัวหน้าเราในโปรเจคท์นี้งานหนักมาก ต้องดูแลน้องใหม่ถึง 2 คน (อีกคนไม่ใหม่แล้วล่ะ นั่งเม้าอยู่นี่ไง ) ตอนที่เค้าเรียกไปคุยนั้นเราชอบใจมากค่ะ เล่นเป็นเล่น งานเป็นงาน โดนดุโดนว่าถ้าเป็นเรื่องงานเราไม่เคยเคือง (ไม่ใช่ว่าเราแสนดีนะ แต่เป็นแบบนี้จริงๆ)

หัวหน้าเรียกคุยครั้งแรกคือบอกว่าเรื่องงานที่มอบหมายให้ทำ ถ้าเราทำไม่ได้ภายในวันพรุ่งนี้ นั่นหมายถึงว่าเราจะทำงานได้เท่ากับน้องเท่านั้น ซึ่งอาจต้องมอบงานถนัดให้เราทำ ซึ่งเราไม่อยากทำ อยากลองของใหม่มากกว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าโอเคมาก คือชอบแบบนี้ เราเป็นคนทื่อๆ อยากให้ทำอะไรก็บอกมา เมื่อพูดมาแบบนี้เราก็มานั่งวางแผนว่าจะทำอย่างไรกับตัวเองดี แล้วก็รอดจนได้ ด้วยความช่วยเหลือจากบรรดาพี่ๆ ค่ะ

จนถึงตอนนี้ต้องบอกว่าความรู้เพิ่มขึ้นมากมาย ดีกว่าอยู่ที่เดิมเยอะเลยค่ะ ต้องขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ที่ช่วยเหลือรวมทั้งขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกท่าน โดยเฉพาะหัวหน้าค่ะ ที่ช่วยตักเตือนและสั่งสอนในเรื่องงาน ถึงจะโดนว่านั้นแต่ก็เข้าใจค่ะว่าเป็นห่วง (เป็นคนที่พอว่าเราแล้วเรารู้สึกได้ว่าเค้าห่วง) ดังนั้นจึงตั้งใจที่จะช่วยงานทุกอย่างเต็มที่ หัวหน้าจะได้งานน้อยลงบ้างค่ะ นิดนึงก็ยังดี

ก็ไม่รู้ว่าจะผ่านโปรมั้ยแต่ก็พยายามเต็มที่ค่ะ ก็เอาใจช่วยกันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

โอยาซายูมิน!!!

 

 

เดือนนี้นึกอยู่ตลอดเวลาว่าสงสัยจะไม่ได้อัพบล๊อคซะกระมัง เนื่องด้วยเพราะงานที่รัดตัวและยิ่งนานวันเทคนิคการแต่งรูปขึ้นบล๊อคยิ่งสูงส่ง ทำให้การอัพบล๊อคในแต่ละครั้งทำไม่ได้ในวันเดียว

แต่วันนี้ก็มีเหตุเนื่องจากการไปงานหนังสือมาทำให้ต้องกลับมาอัพบล๊อคในหมวด "Life" กันเลยทีเดียว
ตั้งใจแค่ว่าจะไปซื้อการ์ตูนมานอนกลิ้งอ่านวันอาทิตย์นี้ซักชุดแต่ปรากฏว่าได้หนังสือมาเพียบ ส่วนใหญ่เป็นหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วก็บังเอิญเดินไปจนเจอซุ้มที่เีขียนว่า "สำนักพิมพ์ผีเสื้อ" ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือซุ้มของ "ดวงกมลสมัย" นั่นเอง

หลายปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์น่าตระหนกขึ้นกับชีวิตเราคือหนังสือของหมอเจมส์ เฮอร์เรียตทั้งชุดที่เรามีถูกปลวกจับยัดแก้หิวไปซะงั้น เราถึงกับน้ำตาไหลหาซื้อใหม่แทบไม่ทัน จนทุกวันนี้ก็ยังได้ไม่ครบ เล่มที่ขาดไม่ยอมพิมพ์ซะที

(ใครไม่รู้จักหมอเจมส์ เฮอร์เรียต นักเขียนคนโปรดสุดชีวิตของเราเชิญอ่านได้ในเอนทรีนี้ค่ะ หมอเจมส์ เฮอร์เรียต )

พอมาวันนี้เราก็แปลกใจ ทำไมสำนักพิมพ์ผีเสื้อถึงมาขายหนังสือในงานนี้ได้ล่ะ เพราะพักนี้หนังสือของสำนักพิมพ์นี้มักจะติดป้ายรณรงค์ให้ซื้อหนังสือจากร้านหนังสือ
เราเดินเข้าไปวนๆ ในซุ้มเล็กๆ นั่น หนังสือของหมอเจมส์ที่วางอยู่มีหมดแล้วเช่นเคยแต่ที่หน้าร้าน...

หนังสือแนะนำคือหนังสือที่ไม่มีชื่ออยู่บนปกแต่มีรูปวาดของชายแก่คนหนึ่งซึ่งเราคุ้นหน้ามาตลอดทั้งชีวิต
ถึงจะงงๆ แต่ก็ไปหยิบมาดู มีชื่อหนังสือเขียนอยู่ท้ายเล่มว่า "The Best of James Herriot : เกือบไม่ได้เขียน"

ถึงกับอึ้ง...

ไม่เคยเห็นหนังสือของหมอเจมส์ชื่อนี้มาก่อนเลย พอขอเล่มตัวอย่างเค้าก็บอกว่าแกะได้เลยครับ
เท่านั้นล่ะ!!! เปิดมาอ่านคำนำก็บอกว่ารวมเรื่องที่ดีที่สุดของหมอเจมส์ เฮอร์เรียต...

ถ้ารวมเรื่องงั้นเราก็มีครบแล้วสิ เพราะเรามีทุกเล่มนิ? (ยกเว้นเล่มที่ปลวกกินไปและยังหาใหม่ไม่ได้)

แต่พอเปิดอ่านก็ต้องอึ้งรับประทานเมื่อ...
ชื่อตอนไม่คุ้น เนื้อหาไม่ชินอย่างแรง เป็นตอนที่หมอเจมส์เพิ่งจะมาทำงานใหม่ๆ เลยนี่นา

++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

เกือบไม่ได้เขียน
THE BEST OF
JAMES HERRIOT

หนังสือ "The Best of James Herriot" นี้ได้ถูกตีพิมพ์โดย "Reader Digest" เป็นรูปเล่มที่ใหญ่เทอะทะพอสมควร เมื่อสำนักพิมพ์ผีเสื้อเอามาแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาไทยจึงได้แบ่งออกเป็นสองเล่ม

คือ "เกือบไม่ได้เขียน" และ "เกือบไม่ได้อ่าน"

ซึ่งขณะนี้ที่วางขายแล้วมีเพียง "เกือบไม่ได้เขียน" เพียงเล่มเดียวเท่านั้นซึ่งเพิ่งจะจัดงานแนะนำไปที่โรงพยาบาลม้า โคราช เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเ้จ้าของบล๊อคคาดเอาเองว่า "เกือบไม่ได้อ่าน" น่าจะตามมาในไม่ช้า

นอกจากนี้ในเล่มยังมีภาพประกอบที่ต่างจากหนังสือทุกเล่มของหมอเจมส์ ซึ่งปรกติเราจะเห็นภาพประกอบบนหัวของชื่อตอนเท่านั้นแต่ในเล่มนี้บางตอนจะมีภาพประกอบอื่นๆ เพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งทำให้เราเห็นภาพได้ง่ายขึ้นแถมบางภาพยังสวยงามมากอีกด้วย อย่างเช่นภาพของหมอเจมส์ที่ยืนจับม้าอยู่ในตอนแรกหรือภาพเมืองที่อยู่ในตอนที่สองของหนังสือ

ผู้แต่ง : เจมส์ เฮอร์เรียต 
ผู้แปล : ปาริฉัตร เสมอแข
บรรณาธิการ : สัตวแพทย์หญิง ฐิติรัตน์ ไชยมี, สุรปรีย์ ปิยสาระ, บุรพัทธ์ เทวานิมิต 
ISBN : 9741403224 
Barcode : 9789741403226 
สำนักพิมพ์: ผีเสื้อ
ขนาด : 132 x 185 x 20 มม.
จำนวน : 344 หน้า 
น้ำหนัก : 340 กรัม
เนื้อในพิมพ์ : ขาวดำ
ชนิดปก : ปกอ่อน
ชนิดกระดาษ : กระดาษถนอมสายตา
หมายเหตุ : ผีเสื้ออังกฤษ
หมวด : วรรณกรรม
กลุ่มเป้าหมาย : บุคคลทั่วไป
เดือนปีที่พิมพ์ : 3 / 2552

(ข้อมูลจาก DK Today และ Se-ed) 

สารบัญ

- หนังสือที่ผมเกือบไม่ได้เขียน
- แรกมาอยู่เมืองแดร์โรว์บี้
- หมอฟาร์น่อนทดสอบผม
- เป็นเพื่อนกัน
- ทริสทั่นถูกไล่
- สงครามหลอก
- ทริสทั่นทำบัญชี
- ปาฏิหาริย์ไม่มีวันเสื่อมคลาย
- เลี้ยงสัตว์เล็กๆ น้อยๆ
- เลขานุการสมบูรณ์แบบ
- บทเรียนจากม้า
- ลูกวัวขาเจ็บพาผมไปหาเฮเลน
- คืนสำราญ
- จอห์นเฒ่าและ 'เบี้ยบำนาญ'
- เยียวยาอย่างรู้จักกาลเทศะ
- ทำให้ประทับใจ
- ชิมไวน์กับคุณครั้มพ์
- นิวตั้น มอนต์มอเร็นซี่ ที่หก
- การเปลี่ยนแปลงของแรงม้า
- เผชิญปัญหาอันยากยิ่ง 

+++++++++++++++++++++++++++++

20 ตอนใหม่ที่คงทำให้เราประทับใจไปอีกนานเพราะแค่อ่านตอนแรกที่หมอเจมส์คุยกับภรรยาเราก็อมยิ้มแล้ว หนังสือของหมอยังให้ความรู้สึกดีๆ อยู่เสมอ เป็นหนังสือชุดที่เราวางไว้บนหัวนอนเลยทีเดียวค่ะ
ใครเป็นแฟนหนังสือของคุณหมอเจมส์ เฮอร์เรียตพลาดไม่ได้แล้วนะคะ รีบไปที่ร้านหนังสือใกล้บ้านท่านได้เลยค่ะ แล้วถ้า "เกือบไม่ได้อ่าน" ออกมายังไงจะมาอัพให้ทราบกันอีกแน่นอนค่ะ