Entertain

Britney Spears "3" MV World Premier

posted on 30 Oct 2009 21:19 by uregus in Entertain

ตะกี๊เพิ่งมาอัพลอยกระทงไปหยกๆ กำลังนั่งงึมงำถึงบริทนีย์ดีๆ ว่าวันนี้ไม่ Tweet อะไรมาบ้างเลยเพราะ...

เมื่อวานซืน ปล่อยภาพจาก MV นี้ 3 ภาพ ทุก 3 ชั่วโมง

เมื่อวาน ปล่อยคลิป 5 วินาทีจำนวน 3 คลิป ทุก 3 ชั่วโมง

ส่วนวันนี้ Wolrd Premier

รอทั้งวันก็ไม่มาซักทีแต่อยู่ๆ ก็มี Tweet มาจาิก Twitter ของเจ๊บอกว่า Wolrd Premier เรียบร้อยแล้วคลิกไปถึงกับกรี๊ด!!!

มาแล้วจริงๆ ด้วย

เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 ของ Billboard ทันทีที่ปล่อยออกมา ฟังรอบแรกอาจไม่ค่อยโดนแต่ฟังไปฟังมาตอนนี้ก็ฟังอยู่เพลงเดียวแล้วค่ะ

เราก็มา World Premier พร้อมกับทั่วโลกบ้างนะคะ 

 

 

 

ตอนนี้คลิปไม่ยอมขึ้นค่ะ ไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น ยังดูอยู่เลยนะตอนนี้ ใครดูไม่ได้รบกวนคลิกไปที่ Link นี้แทนนะคะ

 

ชุดขาวเจ๊น่าหวาดเสียวมาก เกาะราวดีๆ นะคะ

รักบริทนีย์ที่สุดเลยจ้ะ ศาสดาของเค้า

พักนี้งานยุ่งมากไม่มีเวลามานั่งทำรูปลูกเต้าเล่นเลย ช่วงว่างเมื่อไม่ได้ดูลูกเลยไปขุดหาอย่างอื่นใน Youtube แทน อยากดูมานาน แล้วก็เจอสิ่งนี้

“เปี้ยนเหลี่ยน” อุปรากรจีนเปลี่ยนหน้ากาก ถ้าหาใน Youtube จะเจอคำว่า "มายากลเปลี่ยนหน้ากากจีน"

หลายคนคงเคยเห็นแต่ที่หาเจอแล้วเด็ดสุดคงเป็นของ "เฉินตู"

 

 
  หุ่นเชิดก็เปลี่ยนหน้ากากได้แฮะ เก่งจริงๆ ว่าแล้วก็อยากรู้ว่าเค้าทำยังไงกัน กะว่าเผื่อตกงานจะเอาไปทำมาหากินบ้างก็มาเจอข่าวนี้
 
แย้มกลเม็ดอุปรากรจีน “เปลี่ยนหน้า”
โดย MGRonline 
 
      การแสดงอุปรากรจีนเปลี่ยนหน้ากาก หรือที่เรียกเป็น ภาษาจีนว่า “เปี้ยนเหลี่ยน” ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของ เสฉวน มักจะสร้างความตื่นตาตื่นใจและความสนเท่ห์แก่ผู้ชม ว่านักแสดงสามารถ เปลี่ยนหน้ากาก (เหลียนผู่) สีสันฉูดฉาดแต่ละหน้าได้อย่างไรในเวลาอันรวด เร็ว และ “เปี้ยนเหลี่ยน” เป็นมายากล หรือว่าเป็นทักษะเฉพาะตัว
เหอหงชิ่ง ราชาเปลี่ยนหน้ากากอายุน้อยที่สุดของจีน
       
       ราชาเปลี่ยนหน้ากาก เรียนรู้และฝึกฝนทักษะด้วยตัวเอง
       
       เหอหงชิ่ง ราชาเปลี่ยนหน้ากาก หรือเรียกในภาษาจีนว่า “เปี้ยนเหลี่ ยนหวัง” ที่อายุน้อยที่สุดในขณะนี้ เล่าถึงความหลังกว่าจะถึงวันนี้ให้ฟัง ว่า เขาได้ได้ร่ำเรียนการแสดงงิ้วเสฉวนมาตั้งแต่เด็ก และตอนที่ อายุ 15 ปี ได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนหน้ากากและศิลปะการแสดงมาบ้างจาก อาจารย์ ซึ่งนับเป็นการจุดประกายให้เหอรู้สึกสนใจการแสดงเปลี่ยนหน้ากากเป็น อย่างมาก แต่ในขณะนั้นศิลปะเปลี่ยนหน้ากากยังไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทอดแก่ คนภายนอกง่ายๆ ดังนั้นเมื่อเหอสนใจอยากเรียนรู้จึงต้องใช่วิธีครูพักลักจำ เอาเอง
       
       สิ่งสำคัญที่สุดของการแสดงคือเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ที่ต้องทำขึ้นพิเศษ
       
       เหอหงชิ่งกล่าวต่อว่า หน้ากากหรือเหลียนผู่เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ที่สุดชิ้นหนึ่งของการแสดง ซึ่งในตอนต้นไม่มีใครสอนเหอถึงวิธีการทำเหลี ยนผู่ เหอจึงต้องคิดค้นวิธีทำหน้ากากเอง สำหรับเหลียนผู่อันแรกของเหอ ไม่ ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก เพราะรู้สึกว่าไม่แนบชิดติดกับผิวหน้า ซึ่งนอกจากจะ ดูไม่สวยงามแล้ว ยังส่งผลต่อความเร็วในการเปลี่ยนหน้ากากด้วย
       
       ภายหลังเหอหงชิ่งได้ยินอาจารย์พูดถึงแบบพิมพ์ที่ช่วยทำเหลี ยนผู่ แม้เหอก็ไม่รู้ขั้นตอนการทำอย่างละเอียด แต่ก็ได้ไปซื้อปูนพลาสเตอร์ มาถุงใหญ่ เหอนอนลงหลับตาแล้วใช้ปูนพลาสเตอร์ที่ผสมกับน้ำดีแล้วเทราดลงบน หน้า
       
       หลังจากผ่านอุปสรรคมากมาย ในที่สุดเหอก็ทำแบบพิมพ์หน้าอันแรก สำเร็จ และใช้เป็นแบบพิมพ์วาดหน้าเหลียนผู่ การวาดบนแบบพิมพ์เช่นนี้ก็ เปรียบเหมือนวาดบนหน้าตัวเอง ดังนั้นเหลียนผู่ที่ได้จึงมีขนาดพอเหมาะพอเจาะ กับใบหน้าเป็นที่สุด
       
       ส่วนเครื่องแต่งกายที่นักแสดงสวมใส่ต้องเป็นชุดที่พิเศษ ซึ่ง หลายจุดทำขึ้นจากวัสดุพิเศษ เมื่อมองจากด้านหลังจะเห็นว่าบนเสื้อคลุมมีรู มากมายเหมือนรูกระสุนรัวใส่ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการแสดง และถือเป็นเคล็ด ลับสุดยอดเลยทีเดียว “เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ที่ใช้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อนักแสดงเปลี่ยนหน้ากาก” เหอหงชิ่งกล่าวย้ำ และชุดที่ใช้ออกแสดงชุดแรกของ เหอก็เป็นฝีมือตัดเย็บของเขาเอง
       
       ยิ่งกว่ามายากล ครึ่งวินาทีเปลี่ยนได้ 3 หน้า
       
       หลังจากใช้เวลาฝึกฝนมานานนับ 10 ปี ในขณะนี้ เหอหงชิ่งถูกกล่าว ขานว่าเป็น “เปี้ยนเหลี่ยนหวัง“ ที่อายุน้อยที่สุดและเปลี่ยนหน้ากากได้เร็ว ที่สุด ครึ่งวินาทีเปลี่ยนหน้ากากได้ 3 หน้า อย่างรวดเร็วโดยหน้ากากไม่ฉีก ขาด ซึ่งเป็นสถิติที่ยังไม่มีใครทำลายได้
       
       เหอหงชิ่งแย้มกลเม็ดให้เราฟังเล็กน้อยว่า “ผมบอกได้เพียง ว่า เคล็ดลับของพวกเราอยู่ที่ส่วนหัวและร่างกาย” พร้อมกล่าวเปรียบเทียบ ว่า “สิ่งที่เป็นพื้นฐานของมายากล คือการประดิษฐ์อุปกรณ์ ซึ่งคล้ายๆ กับการ เปลี่ยนหน้ากากของพวกเรา เพราะส่วนหนึ่งเราอาศัยอุปกรณ์ ซึ่งก็คือเสื้อผ้า และหน้ากาก แต่อีกส่วนคือการแสดง ซึ่งการแสดงมายากลไม่ต้องออกท่าทางมากเช่น นี้ ดังนั้นสมามารถกล่าวได้ว่า ศิลปะการเปลี่ยนหน้ากาก เป็นทั้งมายากล แต่ ที่จริงแล้วเป็นยิ่งกว่ามายากล
       
       แต่เหนือสิ่งอื่นใด การฝึกฝนครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นกุญแจสำคัญ อีกประการที่ทำให้การแสดงประสบความสำเร็จ เนื่องจากมือของผู้ที่แสดงต้อง เคลื่อนไหวอย่างว่องไว จนผู้ชมมองไม่ทันจึงจะเรียกว่าอัศจรรย์
       
       แย้มเคล็ดลับหน้ากาก 10 ชั้นถูกเปลี่ยนในชั่วพริบตา
       
       หากดูภาพช้าจากภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่เรื่อง “เปี้ยนเหลี่ ยน” เราจะเห็นคล้ายๆ กับมีเส้นด้ายบางๆ โยงกับหน้ากากไว้ ซึ่งจะเกี่ยวกับเท คนิกการเปลี่ยนหน้ากากอย่างว่องไวหรือเปล่านั้น เหอหงชิ่งอธิบายให้ฟังเพียง ว่า ศิลปะการเปลี่ยนหน้ามีหลายวิธี ตั้งแต่เป่า ลูบ ดึง ฉีก แต่สำหรับการ แสดงเปลี่ยนหน้ากากที่เหอใช้ในปัจจุบัน ใช้เทคนิกที่เรียกว่า “ฉือเหลี่ ยน” หรือการดึงหน้ากากออก ซึ่งจะใช้เชือกดึงออก นี่คือความลับสุดยอดของการ เปลี่ยนหน้ากาก
       
       อย่างไรก็ตาม การแสดงในแต่ละครั้งเหอต้องใส่หน้ากาก 10 กว่า ชั้น แล้ววิธีการดึง ดึงออกแล้วเก็บไว้ที่ไหน ขั้นตอนตรงนี้ เหอหงชิ่งขอ สงวนไว้ให้เป็นความลับต่อไป โดยให้เหตุผลว่า “การเปลี่ยนหน้ากากก็เหมือนการ เล่นกล ไม่ได้อัศจรรย์อะไร แต่ใช้เทคนิกและกลไก หากผู้ชมรู้ความลับเกี่ยว กับกลไกทั้งหมด ความลึกลับของศิลปะการเปลี่ยนหน้ากากและคุณค่าของศิลปะแขนง หนี้ก็จะหมดไป”
       
       แต่เหอพอจะแย้มให้ฟังเล็กน้อยว่า นักแสดงทุกคนต้องสวมใส่เสื้อ คลุมทุกครั้งขณะแสดง ดังนั้น เสื้อคลุมมีความสำคัญต่อการแสดงอย่างไรคงต้อง ให้ผู้อ่านคิดต่อเอาเองแล้ว
       
       
       ศิลปะการเปลี่ยนหน้า
       
       การเปลี่ยนหน้า เป็นเทคนิกพิเศษชนิดหนึ่งของอุปรากรเสฉวนใช้ เพื่อสื่อถึงอารมณ์ที่หลากหลายของตัวละคร โดยเทคนิกการเปลี่ยนหน้าแบ่งออก เป็น 3 แบบใหญ่ๆ คือ “มอเหลี่ยน” (ลูบ) “ชุยเหลี่ยน” (เป่า) และ “ฉือเหลี่ ยน” (ดึง) นอกจากนี้ยังมีอีกแบบที่เรียกว่า “ยุ่นชี่” (กำลังภายใน)
       
       “มอเหลี่ยน” คือการใช้น้ำมันสำหรับแต่งหน้าทาบนตำแหน่งหนึ่งบนใบ หน้า เมื่อจะเปลี่ยนสีบนใบหน้าก็ใช้มือลูบ หน้าก็จะเปลี่ยนสีไป หากจะ เปลี่ยนสีทั้งหน้า ก็ทาน้ำมันที่หน้าผากหรือเหนือคิ้ว หากเปลี่ยนเฉพาะครึ่ง หน้าล่างก็ทาน้ำมันที่แก้มหรือจมูก หากต้องการเปลี่ยนตรงไหนก็ทาน้ำมันเฉพาะ ตรงนั้น
       
       “ชุยเหลี่ยน” สีที่ใช้เปลี่ยนหน้าจะเป็นแบบแป้งฝุ่น เช่น แป้ง ฝุ่นสีทอง สีดำ สีเงิน เป็นต้น โดยจะนำกล่องเล็กๆ ที่ใส่แป้งฝุ่นสีวางไว้บน พื้นเวที เมื่อต้องการเปลี่ยนหน้า นักแสดงจะแสดงท่าทางที่ต้องนอนลงกับพื้น ใกล้กับกล่องแป้ง และฉวยโอกาสเป่าแป้งฝุ่น แป้งก็จะฟุ้งขึ้นลอยขึ้นมาเคลือบ หน้า หน้าจึงเปลี่ยนเป็นอีกสีในทันที
       
       “ฉือเหลี่ยน” เป็นวิธีเปลี่ยนหน้าที่ค่อนข้างซับซ้อนเล็ก น้อย เพราะต้องวาดหน้ากาก หรือเหลียนผู่บนผืนผ้าไหมบางๆ ไว้ก่อน ตัดให้พอดี กับรูปหน้า และผูกไว้ด้วยเส้นด้ายบางๆ จากนั้นนำมาวางแปะไว้บนหน้าทีละ แผ่น ส่วนปลายของเส้นด้ายจะนำไปผูกไว้เสื้อผ้าในตำแหน่งที่สะดวกแก่การดึง แต่ไม่แตะตาผู้ชม และขณะที่ออกท่าออกทางแสดงจึงค่อยๆ ดึงหน้ากากออกทีละ ชั้น ทั้งนี้ การดึงหน้ากากออกต้องมีเคล็ดลับ นั่นคือกาวที่ทาหน้ากากแปะไว้ บนหน้าต้องไม่ทามากเกินไป และเวลาดึงด้ายต้องว่องไวไม่ให้ผู้ชมสังเกตเห็น
       
       สุดท้าย “ยุ่นชี่” ซึ่งมีการเล่าต่อกันมาว่า เผิงซื่อหง นักแสดง งิ้วเสฉวนชื่อดัง ขณะที่แสดงเป็นขงเบ้ง เมื่อถึงตอนที่ฉินถงรายงานว่าสือ หม่าอี้ถอยทัพไป เผิงได้ใช้กำลังภายในทำให้หน้าเปลี่ยนจากสีแดงเป็นขาว และ จากขาวเป็นเขียวได้ เพื่อแสดงความรู้สึกกริ่งเกรงหลังจากปลดภาระอันหนักอึ้ง ของขงเบ้ง
       
       ทั้งนี้ ศิลปะการเปลี่ยนหน้ากาก เป็นสัญลักษณ์ของอารมณ์ความ รู้สึก ขณะที่เหลียนผู่หรือการใช้สีทาบนใบหน้าของผู้แสดงอุปรากรเป็นการ บ่งบอกบุคลิกของตัวละครว่าดีหรือเลว แต่ “เปี้ยนเหลี่ยน” ได้ช่วยถ่ายทอด ขั้นตอนการแปรเปลี่ยนของอารมณ์ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดเด่นของ อุปรากรพื้นบ้านของเสฉวน.

       
       เรียบเรียงจาก ซินหัวเน็ต
 
ตกลงต้องไปเข้าคณะงิ้วแล้วก็ลักจำเอาเองสินะ แต่วิธีเปลี่ยนหน้านี่ก็มีหลายวิธีเหมือนกันน้า
มีหลายๆ หน้าก็ดี พักนี้ขายไปเยอะ
เอามาแทนๆ กันหน่อยก็ดีเนอะ
แล้วเจอกันใหม่ค่า

    เกือบลืมแล้วนะเนี่ยว่าต้องอัพหนังสือที่อ่านจบจากโปรเจคท์พันล้าน Book challenge ด้วย

    108 ผู้กล้าเขาเหลียงซันเป็น 1 ในหนังสือจำนวนเกือบ 20 เล่มที่เราส่งเข้าประกวดแล้วก็เลือกมาอ่านเป็นเล่มแรก ถึงมันจะหนาที่สุดก็เถอะ
    เรื่องนี้ถือเป็น 1 ใน 4 สุดยอดวรรณกรรมของจีนอันได้แก่
1. ไซอิ๋ว (ใครไม่รู้จักก็ตัวใครตัวมันเลยนะคะ)
2. สามก๊ก (อันนี้ก็เช่นกัน ไม่รู้จักนี่ไม่ไหวนะคะ)
3. 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซัน(ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซัน)
4. ความฝันในหอแดง (เรื่องนี้เคยได้ยินแต่ไม่รู้รายละเอียดแม้แต่น้อย)
ความฝันในหอแดงกำลังจะสร้างเป็นหนังค่ะ เพิ่งคัดตัวได้กันไปเมื่อกลางปีที่แล้ว นี่คือสองนักแสดงนำซึ่งเดี๋ยวเราก็คงจะได้รู้ซักทีว่าตกลงเรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไรกันแน่

นี่ภาพผู้ผ่านการคัดเลือกค่ะ

 

คนขวาแอบคิดว่าหน้าเหมือนจุนจุนแฮะ แต่ดูเป็นสาวกว่าเยอะเลย

    เข้าเรื่องเลยค่ะ 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซัน คิดว่าบางคนอาจไม่รู้จักแต่น่าจะมีคนพอรู้จักหวู่สงคนตีเสือหรือบู๊สงชายผู้เมาเหล้าแล้วฆ่าเสือด้วยมือเปล่าบ้างนะคะ
    ภาพตอนหวู่สงกำลังกดหัวเสือเวลาเราดูหนังจีนก็จะมีติดๆ อยู่ตามผนังบ้านบ้างเหมือนกัน 

    ตอนเห็นในรูปตามผนังบ้านก็จะรู้สึกว่าเป็นผู้ชายตัวเล็กๆ ท่าทางสำอางค์แต่ถ้าฆ่าเสือได้ก็ไม่น่าจะเจ้าสำอางค์นะ เลยไม่เชื่อรูปค่ะ คิดว่าเรื่องจริงเจ้าตัวคงจะถึกๆ ตัวใหญ่ๆ เหมือนโจรแต่ที่ไหนได้ ทั้งในหนั้งสือเล่มนี้และ Wikipedia ก็บอกว่าหวู่สงหล่อค่ะ กรี๊ดแตก ยิ่งชอบหนักกว่าเดิมอีก อ้าว เดี๋ยวจะพูดถึงแต่หวู่สงคนเดียว พูดถึงหนังสือซักที

    เอาเป็นว่าถ้าใครอยากทราบเรื่องราวคร่าวๆ ของทั้ง 108 คนนี้ลองไปที่นี่ดูค่ะ 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซัน
แนะนำตัวละครแต่ละคนไว้แบบคร่าวๆ แต่ไม่มีเนื้อเรื่องนะคะ

    ความรู้สึกแรกที่อ่านจบ(และตอนเกือบจบ) คือนี่หรือที่เรียกว่าผู้กล้า
    ออกแนวผิดหวังไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุที่วีรบุรุษช่วงบุกเบิกขึ้นเขาหรือวิธีที่ใช้พาคนที่เหลือขึ้นเขา แต่เนื่องจากอ่านคำนำมาเค้าบอกว่าฉบับนี้ย่อ...งั้นฉบับเต็มอาจจะมีที่มาที่ไปและเหตุผลในการกระทำของแต่ละคนมากกว่านี้     108 ผู้กล้าเขาเหลียงซัน ว่ากันว่าเป็นดาว 108 ดวงมาเกิด วีรบุรุษแต่ละคนนั้น มีทั้งขุนนาง เศรษฐี โจร ชาวบ้าน พระและอื่นๆ อีกมากมาย
    เหตุผลส่วนใหญ่ที่หนีขึ้นเขานั้นเล่าก็เนื่องจากไปทำผิดกฏหมายแม้บางคนจะยอมรับผิดแต่ก็โดนขุนนางชั่วกลั่นแกล้งกะจะฆ่าให้ตายจึงจำใจต้องหนีขึ้นเขาเหลียงซันเช่น ซ่งเจียง, หลู่จื้อเซินและอีกเพียบ

    อีกเหตุผลนึงคือถูกใส่ร้ายโดยคนบนเขาเหลียงซันเองซึ่งสาเหตุเนื่องจากเค้าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีความสามารถทำให้ซ่งเจียงอยากได้มาร่วมงานจึงให้คนสนิทลงไปเชื้อเชิญ วิธีก็อย่างเช่น

    คนๆ นึง(จำชื่อไม่ได้ขอโทษจริงๆ ค่ะ) ต้องโทษอะไรซักอย่าง เขาก็ยอมรับโทษแต่โดยดี ระหว่างโดนเนรเทศก็มีขุนนางท่านหนึ่งเอ็นดูให้คอยเลี้ยงบุตรชายอายุ 4 ขวบ เมื่อเขาเหลียงซันต้องการตัวเขาก็ไปคุยด้วย แต่พอกลับมาหาเด็กชายปรากฏว่าโดนหลี่ขุยเอาขวานเฉาะหัวตายอยู่ในป่ามิหนำซ้ำยังบอกว่าถ้าอยู่ต่อก็จะต้องโดนลงโทษไม่สู้ขึ้นเขาไปด้วยกัน...

    เขาเหลียงซันนั้นในยุคนั้นถือเป็นชุมโจรที่ราชสำนักไม่สามารถทำอะไรได้ กฏหมายเข้าไม่ถึง เมื่อใครทำผิดก็จะหนีขึ้นเขาไว้ก่อน เหตุผลข้อการใส่ร้ายคนเพื่อให้เค้าขึ้นเขานั้นหลี่จุ้นอี้ก็คล้ายๆ จะโดนด้วยเช่นกัน เหตุผลนี้แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่านี่หรือผู้กล้า
        ซ่งเจียงเองเวลาราชสำนักส่งคนมาเจรจา(ไอ้คนที่มาก็นิสัยไม่ดีค่ะ)ก็มักจะบอกว่าอยากกลับเข้ารับราชการขอให้ราชสำนักอภัยโทษให้พวกตนแล้วพวกตนจะทำงานให้ โทษที่ว่าคงจะเป็นโทษกบฏ แต่โทษที่แต่ละคนฆ่าคนตายเอาไว้ก่อนขึ้นเขาล่ะ...มันหายไปไหน พอมาทำงานไม่ได้ตำแหน่งไม่ได้ขั้นอันน่าพอใจเพราะถูกกลั่นแกล้งก็คิดน้อยใจ แต่อย่าลืมนะ ว่าถ้าเป็นเปาบุ้นจิ้นตัดสินโทษให้ ฆ่าคนตายต้องชดใช้ด้วยชีวิตนา

    จริงๆ แล้วคนบนเขาเหลียงซันส่วนใหญ่ถือว่าเป็นคนดีนะคะ บางคนก็ติดตามเจ้านายหรือผู้ที่ตนนับถือขึ้นมาก็มี โดยรวมเหตุผลที่ผิดหวังคงเพราะมันผิดจากที่คิดไว้น่ะค่ะ อ่านจบก็จะได้อารมณ์แบบว่า นี่หรือผู้กล้า...นี่หรือผู้ยิ่งใหญ่ หลอกคนขึ้นเขาทำให้เค้าเดือดร้อนทั้งที่เค้าเป็นคนดีเนี่ยนะ ผิดหวังตรงนี้มากกว่าค่ะ มันรู้สึกว่าคนดีๆ ใครเค้าทำให้คนอื่นเดือดร้อนกัน

    ตอนจบของเรื่องนี้ชวนให้น่าสงสารมากทีเดียวค่ะ จริงๆ ก็ถือว่าคนทั้ง 108 นี่มีกรรมอยู่ไม่น้อยทีเดียว ทำดีไม่ได้ดีแถมยังโดนกลั่นแกล้งจนตายอีก...นี่คงเป็นชะตาของผู้ที่จะมาช่วยแผ่นดินกระมัง เดี๋ยวงานหนังสือคิดว่าจะไปซื้อเล่มที่ละเอียดกว่านี้มา เพราะเล่มนี้ถึงมันจะหนามากแต่เนื่องจากบทบรรยายที่มาที่ไปที่สั้นเหลือเกินทำให้เรารู้สึกว่าที่อ่านแล้วผิดหวังคงจะเป็นเพราะอย่างนี้แหละค่ะ ถ้าได้อ่านฉบับละเอียดน่าจะซาบซึ้งกว่านี้

     ใครเคยอ่านแล้วยังไงเล่มไหนดีก็แนะนำได้นะคะ จะได้ไปหามาอ่านบ้าง

   ว่าแต่...มีใครคุ้นมั้ยคะ...108 ผู้กล้าเขาเหลียงซันเป็นต้นแบบของเกมดังแห่งค่าย Koei Genso suikoden หรือ Suikoden เกม RPG ที่ต้องรวบรวมผู้กล้าทั้ง 108 คนเพื่อกู้ชาตินั่นเองค่ะ